Hi, Exteenians :)

ปาโก๋กลับมาแล้ว พร้อมกับสาระและความเครียด O_O" 555+ .. ขอบอกว่า ซัมเมอร์ปีนี้ได้ใช้ชีวิตอย่างคุ้มค่าจริงๆ กับการฝึกงาน !! และแล้วมันก็ผ่านพ้นไปด้วยดี ?? เอนี่เวย์ I'm back. ด้วยความรู้สึกอยากเขียนแบบสุดๆ

ระหว่างที่ต้องทำรายงานการฝึกงานนั้น เราควรจะมาเรียบเรียงเหตุการณ์และความคิดก่อน เพื่อที่อาจารย์อ่านแล้วจะได้ไม่งง หะๆๆ

ALERT !! This page is dedicated to EG386: Practicum, English Department, Thammasat University.

- - - - - - - - -

โก๋เลือกฝึกงานที่สถาบันสอนภาษาอังกฤษแห่งหนึ่ง ความจริงก็มาวิ่งเล่นที่สถาบันแห่งนี้ตั้งแต่ปีก่อนแล้ว อยู่ไปอยู่มาพี่ๆก็ชวนให้มาทำงานด้วยกันเลย O_O" การฝึกงานครั้งนี้ เลยไม่ค่อยเหมือนฝึกงานทั่วไปเท่าไหร่ เพราะโก๋ต้องกลายไปเป็น 1 ในสต๊าฟของทางสถาบันเลย

สิ่งหนึ่งที่จะแตกต่างออกไปจากพี่ๆสต๊าฟคนอื่น นอกจากเรื่องเงินเดือนที่ได้น้อยกว่าแล้ว ก็คือ โก๋จะได้สิทธิพิเศษในการสอนภาษาอังกฤษนักเรียนด้วย หรือเป็นครูด้วยนั่นเอง ... โก๋จึงได้สถาปนาตัวเองขึ้นเป็น Assistant Teacher ของที่นี่เลย ฮ่าๆๆ
 
nouns 
- - - - - - - - -

หน้าที่ของโก๋ที่ได้รับผิดชอบนะ
- ตรวจการบ้านนักเรียน
- ตรวจข้อสอบ TOEIC, IELTS
- ทำข้อสอบสำหรับสอบเข้าคอร์สเรียน
- ทำข้อสอบสำหรับนักเรียนทบทวน grammar
- วางแผนการเรียนการสอนสำหรับ conversation classes
- เตรียมเนื้อหาและเอกสารสำหรับ native teachers
- แสวงหาข้อสอบและแบบฝึกหัด สำหรับนักเรียนเตรียมสอบ TOEIC
- สอน basic grammar แทนอาจารย์บางท่านที่ติดธุระ
- ติวนักเรียนเตรียมสอบ
- สอน private class ให้กับนักเรียนที่ไม่สามารถเข้าคลาสปกติได้
- ตอบคำถามเกี่ยวกับภาษาอังกฤษที่นักเรียนไม่เข้าใจ
- อัพเดทเพจฟรีบทเรียนภาษาอังกฤษ บน facebook ของทางสถาบัน
- ดูแลนักเรียน อาจารย์ และจุกจิกอื่นๆ

แลดูว่าเป็นภาระหน้าที่ที่ยิ่งใหญ่มาก ต้องขอขอบคุณพี่ๆและผู้จัดการสถาบันมากๆเลยนะคะ ที่ให้ความไว้วางใจให้ทำอะไรมากมายขนาดนี้ ^^"

- - - - - - - - - -

สิ่งที่ได้เรียนรู้จากการฝึกงานที่นี่ ... พูดยากแฮะ
- การทำงานที่ต้องเข้างานเป็นเวลา ทั้งๆที่งานของเราไม่ได้ขึ้นอยู่กับเวลาเนี่ย มันน่าลำบากใจจริงๆ
- สกิล multitasking !! ปกติโก๋ก็เป็นพวกชอบทำอะไรหลายๆอย่างพร้อมกันอยู่แล้วนะ แต่ว่าการทำงานที่นี่มันยิ่งกว่านั้น เพราะเราต้องมีสติมากพอที่จะตอบสนองคำสั่งของบุคคลอื่นๆตลอดเวลา ขอยกตัวอย่างเช่น อยู่ดีๆ อาจารย์ท่านหนึ่งก็สั่งเราให้พิมพ์ข้อสอบ SAT (Scholastic Aptitude Test) ส่วนของภาษาอังกฤษทั้งหมด จากข้อสอบ 5 ชุด และขอคำตอบพร้อมคำอธิบายด้วย ... เกิดมายี่สิบปีก็เพิ่งเคยเห็นข้อสอบ SAT เป็นครั้งแรก แถมข้อสอบแต่ละชุดเรียงตำแหน่งของการทดสอบด้านภาษาศาสตร์ไม่เหมือนกันอีก วันนั้นได้กระดาษกับดินสอช่วยชีวิตเลยแท้ๆ เพราะต้องจดหน้าของข้อสอบแต่ละส่วนของแต่ละชุดๆ ออกมา แล้วสั่งพิมพ์เป็นร้อยหน้า ทั้งยังต้องไปต่อกรกับเครื่องถ่ายเอกสารที่เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้ายอีก -*-
- การควบคุมอารมณ์ อันนี้สำคัญมาก เพราะปกติแล้วโก๋จะหลีกเลี่ยงดราม่าและปัญหาชีวิตของคนอื่นอยู่ตลอด แต่พอมาทำงานแล้วเนี่ย มันเลี่ยงไม่ได้ ยังไงก็ต้องเจอผู้คน แถมพอเค้าเห็นว่าเรามาฝึกงาน เค้าก็ยิ่งจะใคร่ใช้งานเราอย่างไม่ปราณีปราศรัย ก็เรามันเด็กฝึกงานนี่ เค้าสั่งอะไรก็ต้องทำ ... *ซึ่งปกติแล้ว พี่ๆเค้าก็จะไม่ใช้งานอะไรเรานักหรอก ถ้านอกเหนือจากความรับผิดชอบของงานเรา เค้าออกจะเกรงใจเราด้วยซ้ำ เว้นก็แต่บุคคลที่สนิทชิดเชื้อกับเราเป็นพิเศษ ที่ถือสิทธิความเป็นญาติมาบงการชีวิตเรา ให้เราต้องคอยตอบสนองความต้องการของเค้าตลอดเวลา ... สุดท้ายแล้วก็ไปกันไม่รอดค่ะ ทะเลาะกันทุกวัน หลังๆเลยต้องวางมาตรการใหม่ ห่างกันซักพักดีกว่านะพี่สาวเรา
* สำหรับคนอื่นคงไม่มีปัญหา ถ้าถูกขอให้ไปช่วยงานอื่น แต่สำหรับโก๋แล้ว มันไม่ยุติธรรมนะ .. ทางสถาบันต้องการให้เรามาช่วยดูแลด้านภาษา ทางมหาวิทยาลัยก็ระบุให้เราทำงานที่ใช้ภาษา เราไม่ได้มาขอทำงานรับใช้ใครนี่นา
- การสอน .. ความจริงต้องบอกว่า โก๋เคยอยากเป็นครูมาตลอด แต่การเป็นครูนั้นไม่ง่ายเลยจริงๆ โดย**เฉพาะการเป็นครูที่ดูเด็กกว่านักเรียน ทั้งยังต้องมาสอนนักเรียนที่(อาจ)โดนผู้ปกครองบังคับให้มาเรียนเนี่ย นอกจากเราจะต้องรับผิดชอบสอนให้นักเรียนเข้าใจแล้ว เรายังต้องควบคุมนักเรียนให้อยู่ในความสงบเรียบร้อยด้วยอีก - -"
** ต้องขออ้างอิงว่า ทางสถาบันรับนักเรียนตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ขึ้นไปโดยไม่จำกัดว่าสูงสุดอยู่ที่เท่าไหร่ และคลาสเรียนปรับพื้นฐานนั้น จะยังไม่แยกเลเวล(ทั้งอายุและความสามารถ) ทำให้เราสามารถเจอนักเรียนอายุ 12 และอายุ 40 พร้อมกันในคลาสเดียว
- นอกเหนือกับปัญหาจุกจิกแล้ว ก็ถือว่าการมาฝึกงานที่นี่ให้ประสบการณ์ที่ดีมากเลยทีเดียว ถ้าจะระบุให้ชัดเจนลงไปอีกก็น่าจะเป็นเรื่องทัศนคติ ... โก๋ไม่เคยคิดว่าการเรียนพิเศษภาษาอังกฤษเป็นเรื่องจำเป็นเลย เพราะเราสามารถเรียนรู้และฝึกฝนได้ฟรีตามอินเตอร์เน็ตและอื่นๆอีกมากมาย แต่พอได้มาทำงานที่นี่ ได้เจอนักเรียนหลากหลายรูปแบบแล้ว ก็ต้องยอมรับล่ะนะว่า สำหรับคนบางคนแล้ว การพัฒนาความสามารถทางการใช้ภาษาอังกฤษนั้นเป็นไปได้ยากจริงๆ คงไม่สามารถจะเอาตัวรอด หรือฝึกฝนด้วยตัวเองได้แน่ๆ


 
ถึงแม้ว่า การฝึกงานจะเสร็จสิ้นลงไปแล้ว แต่โก๋ก็ยังไม่หมดหน้าที่ซะทีเดียว เพราะยังมีนักเรียนที่ยังไม่สามารถเข้าเรียนคลาสปกติเหลืออยู่อีก ยังไงก็ต้องแวะเข้าไปช่วยสอนหน่อยล่ะเนอะ เอาไว้คราวหน้าจะแวะเข้ามาเล่าเรื่องนักเรียนให้ฟังดีกว่า :)

พูดถึงเรื่องเงินเดือนแล้วก็สะเทือนใจนิดๆ ไม่ใช่เพราะว่ามันน้อยนัก แต่เป็นเพราะเงินส่วนนั้นจะถูกนำไปใช้จ่ายค่าตั๋วเครื่องบิน สำหรับการเดินทางไปแลกเปลี่ยนที่ประเทศญี่ปุ่นในเดือนกันยายนนี้ คงไม่ได้เอามาใช้จ่ายเพื่อความบันเทิงเริงรมย์ของโก๋แน่แล้ว ฮุ่~


 

ดราม่าวันพ่อ

posted on 05 Dec 2010 08:26 by youtiao

ผมรักคุณแม่นะ ... แต่ผมไม่มั่นใจว่า ผมรักคุณพ่อหรือเปล่า?

 


ผมเคยร้องไห้เงียบๆ ในงานวันพ่อที่โรงเรียน ... ผมรู้สึกสะเทือนใจทุกครั้งที่เห็นครอบครัวอื่นอยู่กันพร้อมหน้า ... มันเป็นความรู้สึกที่ไม่มีชื่อเรียกของ เด็กที่เติบโตขึ้นมาในครอบครัวเล็กๆที่มีแม่เป็นทุกสิ่งทุกอย่าง ... ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่า ตอนนั้นผมคิดอะไรอยู่ ... ผมเหลือบไปเห็นรุ่นพี่คนหนึ่งที่เพิ่งเสียคุณพ่อไปเพราะโรคมะเร็ง ... แล้วผมก็ร้องไห้หนักกว่าเดิม

ครอบครัวเราไม่สมบูรณ์ แต่ก็ดีที่สุดเท่าที่คุณแม่จะประคองเอาไว้ได้แล้ว
ครอบครัวเราไม่อบอุ่น แต่ความรักที่คุณแม่มีให้ไม่เคยจางหาย

มันน่าละอายนะที่ผมจะเล่า คุณพ่อของผมยังมีชีวิตอยู่ ไม่ได้ทุพลภาพ ไม่ได้เป็นโรคร้าย ร่างกายสมบูรณ์แข็งแรงดีกว่าผมด้วยซ้ำ ... แต่ลึกๆแล้ว ผมรู้สึกเหมือนกับว่า คุณพ่อได้จากผมไปนานแล้ว

คุณพ่อกลับมามีชีวิตอีกครั้ง ตอนที่ผมกำลังจะเข้ามหาวิทยาลัย ... คุณพ่อเป็นคนขับรถพาผมไปสอบตรงหลายที่ รวมถึงวันสัมภาษณ์ และวันไปขอสละสิทธิ์ด้วย ตอนที่พี่สาวของผมเรียนจบ คุณพ่อก็เข้ามาช่วยจัดการทุกอย่าง พยายามเช่ารถไปรับไปส่งพี่สาวที่มหาวิทยาลัย แล้วก็พยายามใส่สูทนั่งรถเมล์หลายต่อ เพื่อมาถ่ายรูปกับพี่สาวพร้อมกับใบปริญญาในวันที่ฝนตกหนัก

คุณพ่อพูดเสมอว่า คุณพ่อโชคดีที่มีลูกที่ดีสองคน ลูกไม่เคยทำให้พ่อเดือดร้อนใจ
แต่เหมือนคุณแม่จะคิดว่า พวกเราโชคร้ายที่มีคุณพ่อแบบนี้

ทุกครั้งที่คุณแม่รู้ว่า คุณพ่อจะมาหา หรือจะมารับพวกเราไปส่งที่ไหน ... คุณแม่จะกระวนกระวายขึ้นมานิดหน่อย
ความจริง ก็ไม่ใช่แค่คุณแม่หรอกนะ ทั้งคุณยาย ทั้งคุณลุง ... ใครๆก็ไม่อยากให้เรากลับไปเกี่ยวข้องกับคุณพ่อทั้งนั้น

ทุกครั้ง ระหว่างที่อยู่บนรถ คุณพ่อจะชวนคุย สอบถามเรื่องต่างๆนานา อบรมสั่งสอนเราในแบบผู้ใหญ่ รวมถึงความพยายามที่จะโต้แย้งอคติที่ครอบครัวคุณแม่ปลูกฝังใส่หัวเรามาตั้งแต่เด็ก ... แต่รู้ไหม? เรื่องที่ทั้งคุณพ่อและคุณแม่ตั้งเป้าใส่กัน มันไม่เคยมีความหมายอะไรเลย
ลูกที่ไหนจะอยากได้ยินเรื่องแบบนี้กัน? ลูกที่ไหนจะชอบฟังคนอื่นว่าร้ายพ่อตัวเอง? และลูกที่ไหนจะแคลงใจในครอบครัวที่ชุบเลี้ยงตัวเองมา?

เรื่องของผู้ใหญ่ ก็ปล่อยให้เป็นเรื่องของผู้ใหญ่เถอะ ... เมื่อผู้ใหญ่ตกลงกันไม่ได้ ศาลแพ่งก็เข้ามาจัดการต่อ ... แต่เหมือนว่า คำพิพากษาจะไม่ส่วนช่วยในด้านความสัมพันธ์อันดีในครอบครัวเลยซักนิด

แล้วตอนนี้ ผมกับพี่สาวก็โตขึ้นเป็นผู้ใหญ่แล้วซิ ... เรื่องที่ไม่อยากได้ยินเลยต้องมาทนฟังอยู่ตลอด ทั้งๆที่ไม่อยากจะรับรู้ แต่ก็โดนพูดกรอกหูอยู่ทุกวัน ใครถูกใครผิดก็ไม่รู้ ... พวกเรารู้แค่ว่า ไม่อยากฟัง

บางที กฎหมายน่าจะใช้ตัดสินความจริงได้บ้างนะ ที่เป็นอยู่ตอนนี้อย่างกับเรื่อง 藪の中 หรือ ในป่าละเมาะ ของ อาคุตากาวะ ริวโนะสุเกะ ... ความจริงทั้งหมด ไม่ใช่แค่ความจริงจากฝ่ายโจทก์ หรือความจริงจากฝ่ายจำเลย ... พูดกับคนละทีสองที จะรู้ได้อย่างไรว่า เรื่องไหนจริง? เรื่องไหนเท็จ? ... เพราะถ้าถามจากลูกที่เติบโตมาในครอบครัวแบบนี้แล้ว ความจริงหรือความเท็จก็ไม่ได้สำคัญอะไรเลย

สิ่งที่สำคัญคือ ความสุขในครอบครัวมากกว่า
(ซึ่งตอนนี้เหลือน้อยเต็มที)

 


สุขสันต์วันพ่อนะครับทุกคน ... เสพย์ดราม่าวันพ่อกันแล้ว ก็อย่าลืมไปกราบพ่อกันล่ะ หึหึ

 

farewell

posted on 22 Oct 2010 23:21 by youtiao in daily
I see ....
There's no such a place I can be my true self.
I can't live without being disturbed by others.
It's so annoying.