"ยินดีต้อนรับเข้าสู่ชีวิตวัยรุ่นปีสุดท้าย" มันอาจจะฟังแปลกๆนะ แต่ด้วยความรู้ที่ร่ำเรียนมาจากวิชาสุขศึกษา ช่วงอายุของวัยรุ่นจะสิ้นสุดเมื่ออายุ 19 ปี หรือตามหลักนิติศาสตร์แล้ว บุคคลที่มีอายุครบ 20 ปีบริบูรณ์ จัดว่าเป็นผู้บรรลุนิติภาวะ หรือพ้นจากภาวะการเป็นผู้เยาว์ ... แล้วนี่ผมพยายามจะสื่ออะไร? ฮ่าฮ่าฮ่า
      ผมแค่เอาหลักความรู้พวกนี้มาใช้กำหนดตัวเองเท่านั้นแหละ ปีนี้ผมอายุครบ 19 ปีแล้ว นั่นหมายถึงว่า ช่วงเวลาที่ผมจะเล่นสนุก ใช้ชีวิตตามสบายนั่นใกล้จะจบลง ต่อไปผมต้องพัฒนาตัวเองเป็นผู้ใหญ่ที่ดี และต้องมีความรับผิดชอบเต็มร้อยต่อตัวเอง (อย่างน้อยเอาตัวเองให้รอดก่อน ก็ยังดีเนอะ)

      ช่วงชีวิตของผม 19 ปีที่ผ่านมา เท่าที่ผมจดจำได้นั้น มันเป็นชีวิตธรรมดาๆที่ไม่ธรรมดาเอาซะเลยล่ะ (ก็เพราะมันเป็นชีวิตของผมนี่นา จะธรรมดาได้อย่างไร?)
      ผมเกิดที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ เวลา 10.41 น. เป็นลูก(สาว)คนที่สองของคุณแม่ ซึ่งท่านไม่ได้คาดคิดว่าผมจะเกิดมาเป็นผู้หญิงเลย (เนื่องจากตอนท่านท้องพี่สาวของผม ท่านแพ้ท้องอยากกินส้มตำ แต่เมื่อท้องผม ท่านแพ้ท้องอยากกินอาหารญี่ปุ่น อเมริกัน อิตาเลียน ฯลฯ ... ช่างสะท้อนถึงรสนิยมของผมเมื่อโตขึ้นได้อย่างชัดเจน) ผมได้ชื่อแรกตามสูติบัตรว่า "บัว" เหมือนกับพี่สาวของผม เนื่องจากเราเกิดในเขตปทุมวัน แล้วต่อมาจึงได้แก้ไขเป็นชื่อที่คุณพ่อผมตั้งให้ (ซึ่งผมคิดว่ามันเป็นชื่อที่เหมาะกับผมที่สุด ถึงแม้ว่าตอนนี้ผมจะไม่ได้ใช้ชื่อนั้นแล้วก็ตาม) ท่านยังมอบชื่อเล่นที่ไพเราะที่สุดให้แก่ผมว่า "ปราย" แต่ด้วยเพราะความเข้าใจผิดของผมในระหว่างที่เติบโตขึ้นมา ทำให้ผมใช้ชื่อเล่นว่า "ปลาย" มาตลอด จากบันทึกของคุณพ่อ เมื่อแรกเกิดนั้นผมมีผิวสีขาวออกเหลือง ท่านมองแล้วพิจารณาในทันทีว่า 'ลูกคนนี้คงสวยสู้พี่สาวไม่ได้' ... สายตาแหลมคมจริงๆครับ คุณพ่อของผม
      เมื่อตอนเป็นเด็กน้อย ผมมีความทรงจำเกี่ยวกับคุณพ่อไม่มากนัก ส่วนใหญ่มักจะเป็นภาพคุณย่าและคุณยายที่เข้ามาในมโนสำนึกของผม ทั้งภาพที่คุณย่าพาผมไปเข้าร่วมปฏิบัติธรรมที่วัดต้นสน คุณย่าสอนให้ผมทำไม้กวาดทางมะพร้าวใช้เอง คุณยายสอนให้ผมท่องตัวอักษรภาษาอังกฤษ คุณยายเกาหลังให้ผมเพื่อให้หลับสนิท ฯลฯ ... ส่วนความทรงจำเกี่ยวกับคุณพ่อที่ผมประทับใจมากที่สุด ก็คือ การได้ขี่คอคุณพ่อขึ้นดูไดโนเสาร์จำลองในไดโนโทรเปียที่สวนสยาม
      ผมโชคดีมากที่เกิดมาในครอบครัวใหญ่ มีทั้งคุณย่า คุณยาย และป้าสะใภ้(หลายคน) คอยดูแลผมแทนคุณพ่อคุณแม่ระหว่างที่ท่านไปทำงาน ผมยังรู้สึกคุ้นเคยกับภาพเด็กน้อยผมสั้นดำขลับที่กล้าแสดงออกและช่างเจื้อยแจ้ว ตอนเด็กๆนั้นผมช่างพูดจริงๆนะ และผมก็สนิทกับคุณยายมากๆเลยด้วย จนบางครั้งผมก็รู้สึกเองว่า ผมเป็นหลานคนโปรดของท่าน
      ผมเข้าเรียนเนิร์ซเซอร์รี่และอนุบาลที่โรงเรียนอนุบาลเทพารักษ์ ที่เดียวกับพี่สาวของผม ... ผมจัดว่าเป็นเด็กหัวดี สุขภาพดี และร่าเริงแจ่มใส สอบได้อับดับที่1ของชั้นตลอด แต่ถึงอย่างนั้น ผมก็ช่างดื้อและชอบงอแงไม่ยอมไปเรียน จนต้องถูกคุณพ่อตีแทบทุกเช้าเลยล่ะ (ต่างจากพี่สาวของผมโดยสิ้นเชิง รายนั้นชอบไปโรงเรียน) ระหว่างที่เรียนชั้นอนุบาลนั้น ผมพลาดโอกาสดีๆที่นานๆทีจะมีซักครั้งบ่อยมาก เช่น การได้เชิญธงชาติขึ้นสู่ยอดเสา หรือ การรำอวยพรวันเกิดให้ท่านผู้อำนวยการ(แม้ว่าจะผ่านการฝึกซ้อมมาเป็นอาทิตย์แล้วก็ตาม) เหตุก็เพราะ รถโรงเรียนของผมมักจะมาสาย เทียบท่าเวลาแปดโมงกว่าๆทุกเช้าเลยน่ะซิ
      จากนั้นผมก็ตามรอยพี่สาว เข้าเรียนที่โรงเรียนเซนต์โยเซฟ บางนา(ที่อยู่ในซอยแบริ่ง) ผมยังจำภาพวันที่ผมไปสอบเข้าได้เป็นอย่างดี และยังคงจำข้อสอบข้อหนึ่งได้ไม่เคยลืม มันเป็นข้อสอบง่ายๆที่ชอบถามเด็กอนุบาล-ชั้นประถมต้น นั่นคือ "แมงมุมมีกี่ขา?" ผมจำได้แม้กระทั่งสภาพลานจอดรถหลังโรงเรียน ที่ต่อมาได้กลายเป็นสนามหญ้าและลู่วิ่ง และในปัจจุบันกำลังก่อสร้างเป็นอาคารขนาดใหญ่สูง 5 ชั้น ผมยังจำวันแรกของการเรียนซัมเมอร์เพื่อปรับพื้นฐานที่นี่ได้ จำเพื่อนคนแรกที่นั่งข้างๆผมได้ และอีกหลายๆเรื่องที่กำลังผุดเข้ามาในสมองของผมตอนนี้ (เอาไว้ว่างๆ ผมเขียนบลอคเกี่ยวกับโรงเรียนของผมดีกว่า คิกคิก) ส่วนเหตุผลที่ทำให้ผมจดจำเหตุการณ์เหล่านี้ได้ดี มันไม่ใช่เรื่องที่น่าพูดเท่าไหร่ ... วันที่ผมสอบเข้าเรียนที่นี่ เป็นครั้งแรกในชีวิตของผมที่ได้ไปศาล เพื่อเข้ารับฟังการพิจารณาคดีฟ้องร้องคุณพ่อผม ซึ่งต่อมาท่านก็ได้แยกทางจากคุณแม่ไป และนี่ก็คือเหตุผลที่ทำให้ผมเข้าใจผิดเกี่ยวกับชื่อเล่นของตัวเองมาตลอด (เพราะนอกจากคุณพ่อกับคุณครูที่โรงเรียนอนุบาลแล้ว ไม่มีใครเรียกผมว่า "ปราย" อีกเลย)
      ชีวิตการเรียนของผมไม่ใช่กล้วยๆเหมือนอย่างที่ผ่านมาในชั้นอนุบาล เพราะวิชาภาษาอังกฤษที่ผมชื่นชอบที่สุด ผมได้เกรด3 ซึ่งเป็นเกรด3ตัวแรกในชีวิต!! (แต่ไม่ใช่ตัวสุดท้ายแน่นอน หะๆ) แต่นั้นก็ไม่ได้ทำให้ผมชอบภาษาอังกฤษน้อยลงเลย ... ตอนผมอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่4 เป็นปีที่ผมประทับใจที่สุด ทั้งคุณครูประจำชั้นคือ คุณครูลักษณา อิศรางกูร ณ อยุธยา(คุณครูสอนวิชาภาษาอังกฤษ น่ารักและใจดีมากๆ) เพื่อนๆร่วมชั้นก็เก่งสุดๆ ผมแข่งเรียนกับเพื่อนๆอีกสามคน สลับกันสอบได้อันดับที่2กันตลอดไป(เพราะเป็นที่1ไม่ไหวง่ะ หะๆ) เป็นปีที่ผมสนุกที่สุดและเต็มที่กับการเรียนมากที่สุด ต่อมาในขณะที่ผมเรียนอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่5 ผมก็ตัดสินใจเข้าวงโยธวาทิต(ที่รัก) และเล่นเครื่องเป่าลมไม้ชื่อ "คลาริเนต" วงนี้เป็นจุดเริ่มต้นของชีวิตใหม่ของผม ทั้งความอ่อนน้อมถ่อมตน ความเรียบง่าย ความสงบนิ่ง ความรับผิดชอบ และอีกหลายๆอย่าง รวมถึงรักแรกของผมด้วย และการตัดสินใจเข้าวงของผมก็ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงต่อโชคชะตา หะๆ เพราะผมเลือกที่จะเรียนต่อที่นี่ แทนการย้ายไปเรียนโรงเรียนประจำจังหวัดตามพี่สาวของผม ซึ่งความจริงวงก็เป็นแค่ปัจจัยหนึ่งล่ะ ปัจจัยหลักมันซับซ้อนกว่านั้น คือ ... พี่สาวของผมจำเป็นต้องย้ายไปเรียนโรงเรียนรัฐบาล เพื่อลดค่าใช้จ่ายในครอบครัว ซึ่งได้มาจากน้ำพักน้ำแรงของคุณแม่เพียงลำพัง ผมถือว่า พี่สาวได้เสียสละให้ผมแล้ว ผมจึงอยากใช้โอกาสที่พี่สาวผมมอบให้อย่างดีที่สุดแทนเธอ (หากคุณเคยอ่านไล่ตงจิ้น คงจะเข้าใจอารมณ์นี้ได้เป็นอย่างดี) ... ขณะเรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่3 โลกของผมก็เปิดกว้างเข้าสู่อาณาจักรของป๋าจอห์นนี่ ภาษาญี่ปุ่น และแฟนคนแรก ซึ่งได้กลายมาเป็นเพื่อน(กูรักมึงว่ะ)ในปัจจุบัน ... ผมตัดสินใจเข้าเรียนสายศิลป์-ภาษาจีน โดยที่ไม่มีใครคาดคิด เพราะทุกคนคิดว่า ผมจะเลือกเรียนสายวิทย์-คณิตตามลักษณะบุคลิกภาพของผม ที่ดูสุขุม จริงจัง เฉลียวฉลาด แต่ผมเลือกเรียนศิลป์ภาษา ไม่ใช่เพราะว่าผมชอบ (ความจริงก็ชอบนะ แต่ไม่ใช่เหตุผล) เหตุผลมันเป็นเพราะว่า พี่สาวของผมสองคนเลือกเรียนทางสายวิทย์แล้ว ผมไม่อยากเรียนซ้ำกับคนอื่น ฮ่าฮ่าฮ่า!
      ปัจจุบันผมกำลังศึกษาอยู่ชั้นปีที่1 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ สาขาภาษาอังกฤษ ... โดยผ่านการคัดเลือกจากระบบแอดมิชชั่น หลังจากสละสิทธิ์โควต้าและสอบตรงไปสองแห่ง ผมใช้ภาษาญี่ปุ่นในการสอบเข้าเลือกอันดับ1คือคณะอักษรศาสตร์ อันดับ2คือคณะศิลปศาสตร์ สาขาภาษาญี่ปุ่น แต่ผมติดในอันดับ3 คือ เอกรวม ซึ่งทำให้ผมหมดสิทธิ์ในการยื่นความจำนงเข้าเอกภาษาญี่ปุ่น และทำให้ภาษาอังกฤษคือทางเลือกที่ดีที่สุดของผม ... ซึ่งมันก็เป็นทางเลือกที่ดีจริงๆล่ะ ถึงแม้ว่าผมจะยังไม่ได้เรียนอะไรมากจากวิชาเอกของผมก็เถอะ แต่ผมก็รู้แล้วว่า ผมมีความสุขและสามารถผ่อนคลายความเครียดได้จากการอ่านออกเสียงภาษาอังกฤษ และผมก็ยังสนุกกับการเรียนภาษาญี่ปุ่นและอยู่ร่วมกับเพื่อนเอกภาษาญี่ปุ่นได้ แม้ว่าผมจะเรียนเอกอื่นก็ตาม
      หากเพื่อนในสมัยเด็กของผม มาเจอผมในตอนนี้ คงยากที่จะจำผมได้ เพราะนอกจากร่างกายที่ซูบผอมลง ต่างจากเด็กสุขภาพดีในชั้นอนุบาลแล้ว ผมยังมีบุคลิกภาพที่เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง กลายเป็นคนสุขุมนุ่มลึก เยือกเย็น(หรอ?) และพูดน้อยมากถึงมากที่สุด แต่อาจจะจำผมได้จากส่วนสูง เพราะมันไม่ค่อยเปลี่ยนไปจากเดิมเท่าไหร่ ... สุขภาพของผมเริ่มแย่ลงตั้งแต่ช่วงผมเรียนมัธยมต้น อาจเป็นเพราะความเครียด ประกอบกับความไม่สมบูรณ์ของอวัยวะสร้างฮอร์โมน(ผมมีปัญหาเกี่ยวกับมดลูกนิดหน่อยครับ) ซึ่งผมคิดว่ามันเป็นสาเหตุทำให้ร่างกายของผมไม่ค่อยเจริญเติบโต เหมือนผมสต๊าฟตัวเองเอาไว้ในร่างกายวัยสิบปีต้นๆ แต่ในปัจจุบันผมได้เข้ารับการรักษาจากแพทย์จีนท่านหนึ่ง ด้วยวิธีการแมะ(จับชีพจร) ฝังเข็ม และการดื่มยาจีน ผมรักษามาได้ประมาณ2เดือนแล้ว จากที่เคยซีดเซียวไม่มีเรี่ยวแรง ก็ดูเหมือนว่าจะแข็งแรงขึ้นเรื่อยๆ(เหลือแต่อาการความดันต่ำที่เป็นมาตั้งแต่อยู่ป.4 ที่ยังไม่ค่อยทุเลาลง) ปัญหาของผมทุกวันนี้คือ การต่อสู้กับจิตใจตัวเอง เพื่อให้ดื่มยาหม้อจนหมด (หากใครเคยรักษาแพทย์แผนจีน คงจะเข้าใจดี ถึงรสชาติฝาดเจือเปรี้ยว ขมติดลิ้น อันพาให้จินตนาการถึงเปลือกไม้และหญ้านานาพันธุ์ ทั้งกลิ่นยังตลบอบอวน ได้กลิ่นทีไรก็ปวดใจทุกที)
      มานั่งคิดๆดูแล้ว การที่ผมต้องต่อสู้กับสภาพร่างกายที่ไม่ค่อยแข็งแรง คงเป็นปัจจัยที่จะทำให้เกิดความสมดุลในตัวผมกระมัง เพราะในด้านชีวิตการเรียนของผมนั้น ผมผ่านมันมาได้อย่างง่ายดายโดยตลอด ทั้งๆที่เป็นเด็กหัวดี เอาจริงเอาจัง แต่ก็กลับขี้เกียจมากกกกกกกกก จะเรียกว่าอย่างไรดี? ผมอาจจะดูเหมือนเป็นคนที่ไม่มีความรับผิดชอบเท่าไหร่(ต่อตัวเอง) แต่หากเป็นงานกลุ่มหรืองานส่วนรวมแล้ว ผมมักจะทุ่มเทให้จนสำเร็จลุล่วง ไม่เคยปล่อยทิ้งให้ค้างคาเหมือนกับงานส่วนตัวเลย (อย่างน้อยผมก็จะไม่ให้มาเดือดร้อนเพราะความขี้เกียจของผมล่ะ) อาจจะเรียกว่า ความชิวโดยกำเนิดของผมก็ได้ ผมจึงไม่เคยเข้าคอร์สติว เรียนพิเศษนอกโรงเรียน หรือกวดวิชาใดๆ เพื่อที่จะสอบเข้ามหาวิทยาลัยให้ได้เลย นับว่าเป็นโชคดีของผมมากๆที่ยังสอบติด (ทั้งๆที่หนังสือหนังหาก็ไม่ได้เต็มที่เท่าไหร่) ... นอกจากเรียนสุขภาพแล้ว ก็มีเรื่องหัวใจอีกเรื่องครับ ที่กลายมาเป็นปัญหาใหญ่ในชีวิตของผม แต่ผมก็มีวิธีทำให้มันเล็กลงได้ โดยการหมกมุ่นกับวรรณกรรมแปล การ์ตูนอะนิเมะ ภาพยนตร์หลากรส นักร้องญี่ปุ่น และการท่องเที่ยว ... ชีวิตยังคงชิวไม่เปลี่ยนเลย ฮ่าฮ่าฮ่า

      หลักจากทีพร่ำเพ้ออัตชีวประวัติอย่างย่อ(หรอ?)ของตัวเองมานาน ... ผมก็จะพูดถึงเรื่องของตัวเองต่อ หะๆ ก็วันนี้เป็นวันเกิดของผมนี่นา
 - คุณแม่บอกว่า ตอนเด็กๆผมเลี้ยงง่ายมาก แต่นอนยาก คุณแม่ต้องตีให้ร้องไห้จนเหนื่อย ผมถึงจะหลับ
 - ปัจจุบันผมเป็นคนที่มีความสุขกับการร้องไห้มาก ฮ่าฮ่าฮ่า
 - น้ำตา คือ เครื่องระบายความรู้สึกของผมครับ ... อย่าคิดมาก
 - ปีนี้ไม่มีใครแย่งกับแฮปผมตอนเที่ยงคืนล่ะ
 - ผมออกจะผิดหวังนิดๆ แต่ผมก็แฮปตัวเองแทนไปแล้ว หะๆ
 - smsอันแรก 00.01 น. จากชิน
 - เมี่ยงเสียแชมป์ซะแล้ว
 - ถึงตอนนี้เมี่ยงก็ยังไม่โผล่อะไรมาเลย
 - ผมมีลางสังหรณ์ว่า ผมจะไม่ได้ดูภาพยนตร์เรื่อง"แฮปปี้เบิร์ธเดย์" ในวันเกิดของผม
 - ไม่เป็นไร ผมอยากไปวัดมากกว่า
 - ไปเดินตลาดน้ำบางน้ำผึ้งอีกซักรอบน่าจะดี
 - แต่ผมอยากให้ใครคนนึงได้ไปกับผมด้วย
 - เธอคนนั้นส่งsmsมาให้ผมตอน 01.54 น.
 - เป็นคนที่5 รองจากพี่สาวของผม ที่ส่งsmsมาตามให้ผมไปนอน
 - ผมอยากกินปาท่องโก๋ด้วยล่ะ
 - ผมคาดว่า ผมจะไม่ได้กิน เพราะตอนนี้ผมง่วงมาก เดี๋ยวคงหลับเป็นซุง
 - ข้าวแต๋นที่ตลาดน้ำบางน้ำผึ้งอร่อยมาก
 - ถ้าผมได้ไปอีกจริงๆ ผมจะซื้อไปฝากเพื่อนเอกญี่ปุ่นที่ผมพูดถึง
 - ผมหวังว่า วันนี้ผมคงจะไม่เสียน้ำตาให้กับความรู้สึกที่ไม่ดี
 - วันเกิดของผมช่วง2-3ปีที่ผ่านมา เป็นความทรงจำที่ไม่ค่อยดีเท่าไหร่
 - ความจริงผมรอโทรศัพท์จากคุณพ่ออยู่ด้วย
 - เดี๋ยวผมต้องกลับไปอยู่หอแล้ว
 - ผมคงอ้อยอิ่งจนได้กลับตอนเช้าวันจันทร์แน่ๆ
 - เอ้อ... รักแรกของผมส่งเมล์มาอวยพรวันเกิดผมล่วงหน้าตอนคริสต์มาสแล้ว
 - เธอเป็นพี่สาวที่แสนดี เฮฮา ร่าเริง และน่ากอดมากที่สุด
 - ผมยังไม่ได้เริ่มจัดระเบียบหนังสือของผมเลย
 - ผมต้องเริ่มทำจริงๆจังๆแล้ว ไม่อย่างนั้น ผมต้องเผลอซื้อหนังสือซ้ำกันแน่ๆ
 - เพราะช่วงหลังๆ ผมมีตังค์ซื้อ แต่ไม่ค่อยมีเวลาอ่าน
 - ตอนนี้ผมกำลังดูคลิปคอนเสิร์ตเคาท์ดาวน์ของค่ายป๋าจอห์นนี่อยู่
 - ผมมีความสุขสุดๆที่ได้ดูอาราชิ
 - ผมคิดว่า ผมไม่ควรรอข้อความของเธอคนนั้นแล้ว
 - มันตีสามแล้ว ทั้งเธอและผมควรจะไปนอน
 - ผมไม่ได้หมายถึงเมี่ยงนะ รายนั้นคงจมอยู่กลางฝันไปนานแล้ว
 - วันนี้ผมกินเยอะสุดๆเลยล่ะ
 - และผมก็เพลียสุดๆเลยด้วย
 - ยังไม่อยากเลิกเขียนบลอคอ่ะ
 - แต่ไม่ไหว..... แล้ว
 - (เธอส่งข้อความมาแล้ว แต่ผมอ่านไม่เข้าใจ .. เธออาจกำลังง่วงนอนอยู่เหมือนกัน)

ปล. 1.ขออภัยหากผมใช้ภาษาไทยไม่ถูกต้อง หรืออาจก่อให้เกิดความเสื่อมเสียถึงวงศ์ตระกูล หากเป็นเช่นนั้น "หนูขอโทษค่ะ"
ปล. 2.ผมอาจทำให้คุณสับสนกับการใช้สรรพนามแทนตัวเอง .. ดังนั้น คุณอาจจะคิดว่าผมเป็นกระเทยก็ได้ ผมไม่ถือ
ปล. 3.ผมคิดว่า คำว่า "ผม" มันสุภาพดี .. และดูเป็นการไม่พรีเซ้นต์ตัวเองจนเกินไป
ปล. 4.สำนวนภาษาผมงงงวยมาก ต้องขออภัยอีกที
ปล. 5.ตลาดน้ำบางน้ำผึ้ง อยู่ฝั่งพระประแดง
ปล. 6.ไปตลาดโบราณที่บางพลีก็ได้นะ ไม่มีปัญหา
ปล. 7.คุณคิดว่า ผมจะเอางานเขียนชิ้นนี้ส่งอาจารย์ได้ไหม?
ปล. 8.ถ้าคุณอ่านตั้งแต่ต้นมาจนถึงตรงนี้ ผมขอนับถือคุณจริงๆ
ปล. 9.สนใจสมัครเป็นแฟนคลับของผมไหมครับ? อุวะฮะฮ่าฮ่า

 
วันเกิดของผมผ่านมาแล้วซิน้า
ผมน่ะ ... คาดหวังอะไรหลายๆอย่างในวันเกิด เพราะคิดว่า เป็นวันเกิดของผมทั้งที ก็น่าจะมีใครเห็นความสำคัญของผมบ้าง ... ผมจึงรอ ...
23.58 ผมได้รับข้อความทางโทรศัพท์มือถือ ตอนนั้นผมกำลังนอน(รอ)อยู่ที่บ้านคุณลุง มันเป็นข้อความสุดท้ายของวัน จากคนที่ผมไม่คิดว่า เขาจะทำแบบนี้
เพื่อนรักของผม เลือกที่จะเป็นคนสุดท้าย แต่ลึกๆแล้ว เวลาที่เธอเหลือให้ผมอีก 1 นาทีนั้น ... เธออาจจะคิดว่า จะมีคนอื่นที่ไม่ใช่เธออีกก็ได้
 

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

สุขสันต์วันเกิดค่ะ


ถึงแม้ว่า... บางทีเราจะคิดว่าสิ่งที่เราเป็น
มันเป็นเรื่องธรรมดาแค่ไหนก็ตาม
แต่ทุกสิ่งล้วนมหัศจรรย์นะ ฮะฮะ

ถึงแม้ตอนนี้ชีวิตจะอยู่กับการร้องไห้
แต่ก็ขอให้การร้องไห้ในทุกครั้งเข้มแข็งขึ้นไปเรื่อย ๆ นะคะ



มีความสุขในวันเกิด และในวันต่อ ๆ ไปนะคะ
Happy Birthday นะครับ

ขอให้มีประสปการณ์ดีๆที่น่าจดจำ และยิ้มทุกครั้
เมื่อนึกถึง ในชีวิตวัยรุ่น (ระยะสุดท้าย) นี้นะครับ

ปล. ถึงจะเป็นผู้ใหญ่แล้วก้อยังสนุกได้นะครับ ขอให้เป็นตัวของตัวเอง ทำในสิ่งที่อยากทำ Work Hard Play Hard นะครับ

#2 By TobomiN on 2009-01-04 04:28

ถึงอายุจะขึ้นเลข 2 แล้ว แต่ก็ยังเป็นวัยรุ่นได้อยู่นะ
วัยรุ่นตอนปลาย ไม่ก็ วัยรุ่นเหลือน้อยconfused smile
ทุกช่วงอายุก็มีเรื่องสนุกๆให้รื่นรมย์เหมือนกันนะ
แม้จะไม่รื่นรมย์สุดๆเหมือนตอนวัยเยาว์แล้วก็ตาม
ขอแค่มีความสุข สุขภาพแข็งแรงก็เอาแล้ว~

#3 By kororo on 2009-01-04 09:28

ว่าจะส่งเมสเสสตังก็ไม่มี แต่คิดว่า ยังไงคุณก็ไม่ได้รอเมสเสสเรา
จะมาแฮปในบลอก ก็นะ วันนี้ คอมต้องฟอแมตล่ะคุณ นี่ก็เพิ่งจะเข้าที่บ้างแล้ว

ครูประจำชั้นตอนป.4คนเดียวกันเลย ชอบเนอะ

ไม่อยากเม้นท์อะไรซึ้งเกินความจำเป็น
เราน่าจะพอจะรู้ตับไตกันมากพอ ถึงไม่สุดๆ แต่ก็ระดับนึง(ที่ไม่น้อยเนอะ)

Ya_M_asaki

#4 By Ya_M_asaki & I-PrA on 2009-01-04 21:05

big smile สวัสดีค๊า
'ex-053 แนะนำตัวค่ะ ฮ่ะ คือ ขอที่อยู่จะส่งโปสการ์ดวันเกิดไปให้นะ ไม่ต้องสงสัย มันคือ กิจกรรมPostcardproject ของ i-phan นะคะ กิจกรรมดีๆ ก็เลยชวนมาทำ ยินดีที่ได้รู้จัก ปุ๊กเบิ้ม'open-mounthed smile open-mounthed smile

สุขสันต์วันคล้ายวันเกิด (เลยมาแล้ว)be happy big smile

#5 By sasiy13s on 2009-02-02 21:54