lifestyle

เมื่อวันก่อนเพิ่งมีโอกาสได้เอาหนังสือออกมาอ่าน
เป็นหนังสือที่ซื้อไว้ตอนงานสัปดาห์หนังสือฯ
แต่ก็ไม่ได้เอาออกมาอ่านซักที

จำได้ว่า ตัดสินใจซื้อหนังสือเล่มนี้เพราะหน้าปก
โทนสีแบบนี้แหละที่โดนใจ
หน้าปกก็ดูไม่แตกต่างไปจากหนังสือทั่วไปใช่มั้ยล่ะ
แต่ว่าเนื้อเรื่องข้างในเนี่ย ออกจะแหวกแนวซะหน่อย

คืนฝนพรำ ปรากฏการณ์พิเศษของหัวใจ
เป็นเรื่องเกี่ยวกับความผูกพันของผู้หญิงสองคน
ซึ่งเกิดขึ้นจากความบังเอิญในคืนฝนพรำ
จนกลายเป็นความรัก ระหว่างคนสองคน
แต่เพราะด้วยอุปสรรคต่างๆนานา
ทั้งกฎเกณฑ์ทางสังคม และ ความถูกต้อง
ทำให้การยอมรับหัวใจตัวเองนั้นเป็นเรื่องยาก จนเหมือนไม่มีทางเป็นไปได้
แต่สุดท้าย ... ทั้งสองก็เลือกความรัก แทน ความถูกต้อง

ชอบมากๆ คือคำพูดของพีช ซึ่งเป็นน้องสาว

"มันจำเป็นด้วยหรอคะ ที่เราต้องมากำหนดว่าเราจะรักแต่ผู้ชายเท่านั้น
หรือจะรักแต่ผู้หญิงเท่านั้นน่ะค่ะ ......
ถ้าพี่พิมกำหนดว่า พี่พินจะต้องรักผู้ชาย ต้องมีแฟนเป็นผู้ชายเท่านั้น
นั่นเท่ากับว่าพี่พิมตัดคนออกจากตัวเลือกไปตั้งครึ่งโลกเชียวนะ
พี่พิมตัดโอกาสที่จะได้รู้จักและเรียนรู้ความรักจากคนตั้งครึ่งโลกแน่ะ
...... ถ้าเผื่อว่าเนื้อคู่ของเรา ชาตินี้ดันมาเกิดเป็นผู้หญิง
ถ้าอย่างนั้นก็เท่ากับว่าชาตินี้พี่พิมจะไม่มีทางเจอเนื้อคู่ได้หรอกค่ะ
ในเมื่อพี่พิมตัดเค้าออกจากตัวเลือกซะตั้งแต่แรกแล้ว"

และด้วยคำพูดนี้เอง ที่ทำให้พิมรู้สึกตัว
และรู้หัวใจตัวเองว่า สิ่งที่หัวใจเรียกหาคืออะไร

เฮ้อ~ อ่านแล้วก็คิดถึงที่รักจริงๆ

ตอนนี้ผมกำลังเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงหลายๆอย่างในตัวเอง
ทั้งเรื่องอารมณ์ รอยยิ้ม คำพูด ความคิด หรือแม้แต่สิ่งที่โปรดปราน
มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยนะ ที่จะเปลี่ยนความชอบ หรือ รสนิยมของตัวเอง

ผมก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่า ทำไมผมถึงเปลี่ยนมันได้
แต่ลึกๆ ก็แอบอิงเอาโชคชะตา ฟ้าลิขิต มาใช้เป็นข้ออ้างนิดหน่อย

สังเกต รอยยิ้มของตัวเอง ... มันไม่เหมือนเดิม
จากที่เคยเป็นยิ้มหวานๆ ดูสดใส ตอนนี้มันกลับมีมุมเก๊กๆ ขรึมๆ
(เอ้อ .. ก็ดีนะ เปลี่ยนภาพพจน์ใหม่ซะบ้าง)

สังเกต ทัศนคติของตัวเอง ... มันแปลกไป
จากที่เคยยึดมั่นในความดีงาม ความถูกต้อง ความมั่นคง
ตอนนี้มันเริ่มเอนเอียงไปตามหัวใจ ไม่ยึดติดกับอะไรซักอย่าง

สังเกต คำพูดคำจา ... เปลี่ยนไปอย่างกับเป็นคนละคน
ปกติผมเป็นคนที่สุภาพมาก กับผู้ใหญ่ รุ่นพี่ หรือบุคคลที่ไม่ค่อยสนิท
แต่เดี๋ยวนี้ ดูเหมือนว่า ระดับการใช้ภาษาของผมมันจะจืดจางไปแล้ว

สังเกต ของรอบๆตัว ... ความสำคัญไม่เหมือนเดิม
มีตุ๊กตาตัวนึง ที่ผมต้องนอนกอดทุกคืน ต้องเอามาจุมพิตทุกวัน
เดี๋ยวนี้มันมานอนอยู่นอกห้องนอนผมแล้ว ก็ยังไม่มีใจจะไปฉวยมากอด

สังเกต ไอดอล ... เริ่มเปลี่ยนสเปคไปแล้ว
จากที่เคยชอบคนดูดีมีสไตล์ หลงคนผมยาวสลวย
เดี๋ยวนี้ผมต้องสแกนนิสัยใจคอก่อนเป็นอันดับแรกเลย ... คนไม่ดี ผมไม่เอา

สังเกต ผลไม้ที่ชอบกิน ... ยิ่งหน้าหนาวแบบนี้แล้ว
จากที่ร้องหาสตอเบอร์รี่ลูกโตๆทุกเช้าเย็น
เดี๋ยวนี้ผมมองมันผ่านๆ แล้วก็ไม่สนใจ ไม่นึกอยากจะกินมันอีกเลย

สังเกต แบรนด์ที่โปรดปราน ... ความชื่นชอบจืดจาง?
ผมน่ะ ชอบและหลงใหลใน Nightmare Before Christmas มาตั้งนานแล้ว
และก็ไม่เคยมีความคิดที่จะเปลี่ยน เพราะเหมือนได้เจออะไรที่เป็นตัวเอง
แต่ระยะหลังๆมานี้ ... ความคลั่งไคล้มันเบาบางลงไปเยอะเลยล่ะ
จนบางครั้ง ก็อยากจะเปลี่ยนไปใช้อะไรอย่างอื่นบ้าง

สังเกต เครื่องดื่มที่ชอบสั่ง ... เปลี่ยนตามสภาพอากาศรึป่าว?
ผมชอบดื่มกาแฟเป็นชีวิตจิตใจเลยนะ เอกเพรสโซ่นี่ห้ามไม่ได้เลย
ถ้าอากาศร้อนๆ ก็ต้องน้ำอัดลมเย็นซ่า สดชื่น
แต่เดี๋ยวนี้ ... น้ำเปล่าธรรมดา ไม่ต้องเย็นคับ ... เพื่อสุขภาพ??

แต่รู้ไหม? มันก็มีสาเหตุนะ
อย่างที่ผมเปลี่ยนใจจาก NBF ก็เป็นเพราะที่ห้อยมือถือสุดเท่ห์ของผม มันหัก
จากที่เป็น โซ่ย้อยลงมาจากหัวแจ๊ค เหลือแค่ หัวแจ๊คทื่อๆอย่างนั้นเลย
ที่ห้อยมือถืออันนี้เป็นอันที่ผมชอบมากที่สุดเลยนะ
ผมไม่เคยเขวี้ยงมือถือเวลาโมโห ตอนที่ใช้ที่ห้อยมือถืออันนี้เลย
แต่อยู่ดีๆ มันก็หักซะอย่างนั้น ... ท่าทางจะถึงเวลาต้องเปลี่ยนแปลง

จากกาแฟที่ผมชอบดื่ม ... เมื่อวันก่อน มันทำร้ายผมอย่างรุนแรง
ผมเคยดื่มเอกเพรสโซ่ตอนท้องว่างแล้วใจสั่น อันนั้นเข้าใจดี
แต่การดื่มกาแฟเย็นธรรมดาๆ แล้วเกิดอาการแพ้
เวียนหัว คลื่นไส้ อาเจียน หน้ามืด ตัวชา .. เป็นเวลา2วันเนี่ย
ผมเพิ่งเคยเป็นครั้งแรกเลย ... สงสัยจะต้องตัดขาดจากกาแฟซะแล้ว

ความจริง ... อาจจะเป็นเพราะประสบการณ์ความรักล่ะมั้ง
มันเป็นสาเหตุที่สำคัญ ที่เปลี่ยนแปลงคนได้เลยนี่นะ
สอนให้คนเรารู้จักที่จะรัก สอนให้รู้จักคุณค่าของเวลา
สอนให้เรารักตัวเองยิ่งกว่าจะรักใครซักคน

ถ้าทุกอย่างมันมีเหตุผลของมัน
นี่คงเป็นการล้างระบบ เพื่อให้ผมได้เริ่มต้นใหม่ซินะ

จะว่าไปแล้ว ... สิ่งที่เปลี่ยนแปลงมันก็ไม่ได้เลวร้ายอะไรนี่นา
การที่ผมมองโลกในแง่ดีมากเกินไป มันเป็นการทำร้ายตัวผมเอง
และการเรียนรู้ที่จะมองโลกในแง่ร้ายบ้าง ก็เป็นการปกป้องผมจากคนไม่จริงใจ

ผมบอกแล้วไงว่า มนุษย์น่ะ มีสองด้าน

ผมต้องขอโทษจริงๆนะคับ
ทั้งๆที่ตั้งใจเอาไว้ว่า จะมาอัพเมื่อถึงวันเกิดของผม
นี่ก็เลยมาสองวันแล้ว ยังไม่มีอะไรคืบหน้าเลย

มาถึงตอนนี้ ผมก็ยังไม่ได้เริ่มเขียนเรื่องวิปัสสนา
ซึ่งเห็นท่าจะไม่ดี ผมเลยขอยกเอนทรี่ของพี่สาวของผม
ที่เขียนไว้ในHi5มาให้ทุกคนอ่านก่อน (แก้ขัดน้อ)
แต่เหตุผลที่ขอนำคำบอกเล่าจากพี่สาว จริงๆแล้ว
เป็นเพราะพี่สาวของผมได้เข้าคอร์สวิปัสสนามาระยะหนึ่งแล้ว
พี่สาวจึงมีความเข้าใจและถ่ายทอดได้ดีกว่าผม ^^"

 

บางคนอาจจะสงสัยว่าปรางไปวัดอะไร คือปรางได้มีโอกาสไปนั่งวิปัสสนากรรมฐาน ที่สถานปฎิบัติธรรม ที่จ.นครสวรรค์มาคะ เป็นของคุณแม่ศิริ กริณชัย ไปแบบฟลุ๊กๆ เพราะตอนแรกแม่ปรางมาเล่าว่าเพื่อนที่ทำงานไปเข้าคอร์สมาแล้วกลับมาดูดี เปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นเยอะ แล้วประจวบกับค.เห็นของหลายๆคนที่อยากให้ปรางไปนั่งสมาธิบ้างคงเห็นปราง เป็นพวกฟุ่งซ่านอย่างแรง (ก็จริง) ได้ยินก็บอกให้คุณแม่ไปจองให้เลย ให้ป้าหาคอร์สลงให้ ปรากฏว่า มีคอร์สว่างปีหน้านู้น ไม่ไหวอ่ะ ปีหน้าคงจะยุ่งมาก อยากไปปิดเทอมที่ผ่านมาอ่ะคะ พอมาเรียนที่ม.  อ.มาชวนในห้องว่าใครสนใจไปนั่งวิปัสสนามั้ย ปรางก็ไปถามๆเพราะคิดว่าไปลองๆดู เอาประสบการณ์ไม่คิดว่าจะเป็นคอร์สเดียวกะของเพื่อนแม่ปราง โชคดีมากเลย ทั้งที่เตรียมตัวเตรียวใจ รับค.ลำบากในการที่ต้องไปอยู่วัดต่างๆ เอาผ้าถุงทุกอย่างไปกระเป๋าไปโตมากๆ คิดว่าต้องอดข้าวเย็นด้วย แต่พอไปถึง ที่พัก อาหาร ห้องน้ำต่างๆ ดูดี สะดวกสบายมากมาย เป็นอาหารมังสาวิรัส อร่อยมากเลย ทานอาหารดีๆ อยู่ในที่ดีๆ บรรยากาศดีๆ แล้วยังได้ปฏิบัติธรรม ช่างเป็นช่วงที่ปรางมีค.สุข และยังเป็นช่วงที่จิตใจไม่ฟุ่งซ่าน สงบที่สุดในชีวิตแล้วก็ว่าได้

เพราะเราจะเคยสังเกตใจตัวเราเองบ้างรึป่าวว่า ใจได้จดจ่อกับปัจจุบันและสิ่งที่เรากำลังทำรึป่าว คนส่วนใหญ่มักทำอะไรอย่างไม่มีสติ ตัวอย่างเวลาทานข้าวใครเคยสนใจมั้ยว่า กรามล่างรึกรามบนขยับ (งงละซิ) ตอนแรกวิทยากรถาม ปรางก็นั่งคิด งงๆ ลองไปสังเกตดูนะคะ การปฏิบัติแบบนี้ ก็คล้ายๆกับเป็นกุสโรบาย ให้เราเพิ่มสติในการดำเนินชีวิต ถ้าเรามีสติก็จะเกิดปัญญา ถ้าทุกคนทำได้แบบนี้ ปรางว่าคนที่คิดจะทำชั่ว ทำผิด คงจะลดลงไปได้เยอะเลยหละ แค่กำหนดค.คิดของตนเองและรู้เท่าทันจิตตนเอง ก็เป็นอะไรที่สุดแสนยากเย็น สำหรับปรางนะ แค่เสี้ยวขณะจิต วูบนึง คิดไปถึงไหนๆ อยากกลับบ้าน กลับบ้านจะไปทำไร เหลืออีกกี่วัน นี่จะเป็นช่วงแรกๆ แต่พอเลยวันที่  3 4 ไปจะเริ่มอยู่ตัวคะ นั่งสมาธิสบายๆ เดินจงกลม ก็โอเค วันสุดท้ายนี้ไม่อยากกลับบ้านเลย รู้สึกกลัวค.วุ่นวาย ของโลกภายนอก

ทุกคนคิดว่า คนเราเลือกเกิดได้มั้ยคะ? ตอนแรกคำถามนี้ ปรางจะยืนยันเลยว่า ไม่ได้อย่างแน่ แต่ตอนนี้  คนเราเลือกเกิดได้นะ ดูจากปัจจุบันวันนี้ เรากำลังทำอะไร สร้างกรรมดี หรือ กรรมชั่ว มากน้อยแค่ไหน นี่ก็เป็นทางเลือกให้เราไปเกิดต่อไปว่าจะไปเกิดด้วยกรรมดี หรืออยากไปเกิดด้วยกรรมชั่ว

อย่าประมาทในการใช้ชีวิตกันเลย ไม่รู้ว่าเราจะได้อยู่ใช้ชีวิตไปจนถึงวันไหน ตอนนี้ยังมีแรง สามารถทำค.ดี ทำสิ่งดีๆให้คนที่รัก รอบข้าง มันก็มีแค่ชาตินี้นะคะ ชาติหน้า แม่และพ่อ ก็ต่างไปเกิดเป็น แม่ เป็นพ่อ ของคนอื่นแล้ว  มีเกิดก็ย่อมมีดับ

บางคนมักคิดว่าคนที่เข้าวัดมี  2  อย่างคือ ไม่แก่ ก็ อกหัก ปรางอาจจะเคยเสียใจมาก่อน อาจจะมีส่วนที่ดึงให้ไปทางนี้บ้าง แต่ปรางมีค.คิดว่า แค่เกิดมาก็เป็นค.ทุกข์ คุณไม่ต้องรอให้เจ็บ แก่ ตาย หรือ อกหัก ถึงจะทุกข์หรอก แค่คุณเกิดมาคุณก็ร้องไห้แล้ว ทุกข์เพราะ ต้องการสุข ถ้าไม่อยากสุข ก็ ไม่ทุกข์ คะ

ก็คงต้องเดินต่อไป สร้างค.เพียร สะสมบุญบารมี เพื่อสักวัน เราจะได้ไม่ต้องเวียนว่ายตายเกิด พ้นจากค.ทุกข์นะคะ

P.S. ด้วยรักและปรารถนาดีต่อทุกๆคน ใครอ่านแล้วสนใจ เข้ามาถามปรางได้นะ ถ้าอยากไปเข้าคอร์ส 8 วัน 7 คืน ครั้งต่อไปเดือน กุมภาพันธ์คะ ปรางช่วยติดต่อให้ได้ ด้วยความยินดี

credit : พี่สาวของผม http://maprang-ja.hi5.com

 

ว่าแล้วก็ขอตัวเผ่นก่อนละกันเน้อ
ยังอยู่ในช่วงใช้ชีวิตทางโลก ออกจากบ้านแทบทุกวัน
ขอสนุกกับเพื่อนๆ และครอบครัวอีกซักหน่อยละกัน
คราวหน้าจะมาอัพเรื่องวันเกิดของผมแล้วล่ะน้า ^^

ขอให้ทุกคนโชคดีและประสบความสำเร็จในการพัฒนาตนเองนะคับ
วินาทีนี้ยังไม่สาย ที่จะเริ่มต้นทำสิ่งดีๆ เพื่อชีวิตที่ดี สังคมที่ดี อนาคตที่ดี

 

edit @ 6 Jan 2008 12:57:40 by :: PAKO ::